ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ เพราะถูกออกแบบมาให้กำจัดหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเท่านั้น ไวรัสและแบคทีเรียมีโครงสร้างและกลไกการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน จึงต้องใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกัน

ทำไมยาปฏิชีวนะถึงฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้
- ไวรัสไม่มีเซลล์ ยาปฏิชีวนะทำงานโดยทำลายผนังเซลล์ หรือขัดขวางกระบวนการแบ่งตัวของแบคทีเรีย แต่ไวรัสไม่มีโครงสร้างเซลล์ของตัวเอง และต้องอาศัยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพื่อเพิ่มจำนวน
- ไวรัสไม่มีระบบการสังเคราะห์โปรตีนแบบแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะบางชนิดออกฤทธิ์โดยการขัดขวางกระบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย แต่ไวรัสใช้ระบบของเซลล์โฮสต์ในการสังเคราะห์โปรตีน จึงไม่ได้รับผลจากยาเหล่านี้
- ต้องใช้ยาต้านไวรัส โรคที่เกิดจากไวรัสบางชนิดสามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส ซึ่งออกฤทธิ์ขัดขวางการเพิ่มจำนวนของไวรัสโดยตรง
โรคที่เกิดจากไวรัสและแบคทีเรียแตกต่างกันอย่างไร
| โรคที่เกิดจากไวรัส (ยาต้านไวรัส) | โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย (ยาปฏิชีวนะ) |
| ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ | ไข้ไทฟอยด์ |
| โควิด-19 | วัณโรค |
| โรคเอดส์ (HIV) | ปอดบวมจากแบคทีเรีย |
| โรคหัด อีสุกอีใส | ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ |
โรคที่เกิดจากไวรัสต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส ส่วนโรคที่เกิดจากแบคทีเรียต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
ผลเสียของการใช้ยาปฏิชีวนะผิดประเภท เมื่อใช้ฆ่าเชื้อไวรัสโดยไม่จำเป็น
หลายคนเข้าใจผิดว่า ยาปฏิชีวนะสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ เช่น ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดพลาด เพราะยาปฏิชีวนะมีผลเฉพาะต่อแบคทีเรียเท่านั้น การใช้ผิดประเภทอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรง เช่น
- ทำให้เกิดเชื้อดื้อยา หากใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น แบคทีเรียอาจพัฒนาความสามารถในการต้านฤทธิ์ยา ทำให้รักษาได้ยากขึ้น
- เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ หรืออาการแพ้ยา
- เสียเวลาและค่าใช้จ่าย โดยไม่ช่วยให้หายจากโรคที่เกิดจากไวรัส
วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
ยกตัวอย่างวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย
| วิธีป้องกัน | รายละเอียด | ป้องกันแบคทีเรีย | ป้องกันไวรัส |
| ล้างมือให้สะอาด | ใช้สบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ กำจัดเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกาย | ได้ | ได้ |
| ฉีดวัคซีนป้องกันโรค | ฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันปอดบวม | ไม่ได้ | ได้ |
| หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า | ลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่ติดอยู่บนมือเข้าสู่ร่างกายผ่านตา จมูก ปาก | ได้ | ได้ |
| รักษาสุขอนามัยอาหาร | ล้างผัก ผลไม้ และปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน ลดความเสี่ยงติดเชื้อ | ได้ | ไม่ได้ |
| รักษาระยะห่างจากผู้ป่วย | หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไอ จาม หรือมีไข้ ลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อ | ได้ | ได้ |
| ใช้หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ | ป้องกันการแพร่กระจายของละอองฝอยจากการไอหรือจาม ลดความเสี่ยงติดเชื้อ | ได้ | ได้ |
| ทำความสะอาดสิ่งของและพื้นผิว | ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดสิ่งที่สัมผัสบ่อย เช่น มือจับประตู โทรศัพท์ | ได้ | ได้ |
ยาปฏิชีวนะ มียาอะไรบ้าง
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เป็นยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยออกฤทธิ์ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามกลไกการทำงานและชนิดของแบคทีเรียที่สามารถกำจัดได้ ดังนี้
| กลุ่มของยาปฏิชีวนะ | ตัวอย่างยา | การรักษาที่ใช้บ่อย |
| เพนิซิลลิน (Penicillins) | อะม็อกซิซิลลิน (Amoxicillin), เพนิซิลลินจี (Penicillin G) | การติดเชื้อทางเดินหายใจ แผลติดเชื้อ คออักเสบจากแบคทีเรีย |
| เซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) | เซฟาเลกซิน (Cephalexin), เซฟาโตรซิน (Ceftriaxone) | ปอดบวม ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แผลติดเชื้อจากแบคทีเรีย |
| แมคโครไลด์ (Macrolides) | อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin), อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) | การติดเชื้อทางเดินหายใจ การติดเชื้อจากแบคทีเรียไม่รุนแรง |
| เตตราไซคลิน (Tetracyclines) | ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline), เตตราไซคลิน (Tetracycline) | สิวอักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร |
| อะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) | เจนตามัยซิน (Gentamicin), อะมิกาซิน (Amikacin) | การติดเชื้อรุนแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่ไต |
| ควิโนโลน (Quinolones) | ซิโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin), เลโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin) | การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อที่ผิวหนัง และการติดเชื้อในปอด |
| ซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) | ซัลฟาเมทอกซาโซล-ไตรเมโทพริม (Co-trimoxazole) | การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและระบบทางเดินหายใจ |
| ไกลโคเปปไทด์ (Glycopeptides) | แวนโคมัยซิน (Vancomycin) | การติดเชื้อรุนแรงจากแบคทีเรียดื้อยา เช่น MRSA |
หมายเหตุ: การใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น





